"ทุกข์ ต้องกำหนดรู้ เมื่อรู้แล้วให้ละเสีย ไปไว้มันทำไม"
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์
นักศึกษาธรรมะ หรือนักปฏิบัติธรรมะ มีสองประเภท ประเภทหนึ่ง ศึกษาปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ประเภทสอง ศึกษาปฏิบัติเพื่อจะอวดภูมิกัน ถกเถียงกันไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น ใครจำตำราหรืออ้างครูบาอาจารย์ได้มาก ก็ถือว่าตนเป็นคนสำคัญ บางทีเข้าหาหลวงปู่ แทนที่จะถามธรรมะข้อปฏิบัติจากท่าน ก็กลับพ่นความรู้ความจำของตนให้ท่านฟังอย่างวิจิตรพิสดารก็เคยมีไม่น้อย
แต่สำหรับหลวงปู่นั้นทนฟังได้เสมอ เมื่อเขาจบลงแล้วยังช่วยต่อให้หน่อยหนึ่งว่า
"ผู้ใดหลงใหลในตำราและอาจารย์ ผู้นั้นไม่อาจพ้นทุกข์ได้ แต่ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ ต้องอาศัยตำราและอาจารย์เหมือนกัน"
ที่มา: หนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"
บันทึกคติธรรมและพระธรรมเทศนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์
บางครั้งที่หลวงปู่สังเกตเห็นว่า ผู้มาปฏิบัติยังลังเลใจ เสียดายในความสนุกเพลิดเพลินแบบโลกล้วน จนไม่อยากละมาปฏิบัติธรรม ท่านแนะนำชวนคิดให้เห็นชัดว่า
"ขอให้ท่านทั้งหลายจงสำรวจดูความสุขว่าตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต ครั้นสำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เราเคยรู้เคยพบมาแล้วนั่นเอง ทำไมจึงไม่มากกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มี โลกนี้มีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น เกิดแก่เจ็บตายอยู่ร่ำไป มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้น
พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย เพื่อแสวงหาความสุขอันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส เป็นความสุขที่ปลอดภัย หาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย"
ที่มา: หนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"
บันทึกคติธรรมและพระธรรมเทศนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์
หนูตัวหนึ่งตกลงไปในถังข้าวสาร มันคิดว่าเรานี่โชคดีสุดๆ ไปเลย
ด้วยความดีใจ มันกินข้าวสารในถังนั้นอย่างอิ่มหมีพีมัน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน เป็นอยู่อย่างนี้หลายวัน
วันแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ วันหนึ่งตอนที่มันกินจนเห็นพื้นของถังข้าวสาร มันฉุกใจคิด แต่ข้าวสารในถังก็เป็นสิ่งที่ยั่วยวนเหลือเกิน มันกินจนข้าวสารในถังหมดไป
ถึงตอนนี้ มันจึงเพิ่งรู้ตัวว่า
การปีนออกจากถัง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป...
เมื่อต้นเดือนกันยายน ๒๕๒๖ คณะแม่บ้านมหาดไทย โดยมีคุณหญิงจวบ จิรโรจน์ เป็นหัวหน้าคณะ ได้นำคณะแม่บ้านมหาดไทยไปบำเพ็ญสังคมสงเคราะห์ทางภาคอีสาน ได้ถือโอกาสแวะนมัสการหลวงปู่เมื่อเวลา ๑๘.๒๐ น.
หลังจากกราบนมัสการและถามถึงอาการสุขสบายของหลวงปู่และรับวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกจากหลวงปู่แล้ว เห็นว่าหลวงปู่ไม่ค่อยสบาย ก็รีบออกมา แต่ก็ยังมีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ถือโอกาสพิเศษกราบหลวงปู่ว่า
"ดิฉันขอของดีจากหลวงปู่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ"
หลวงปู่จึงเจริญพรว่า "ของดีก็ต้องภาวนาเอาจึงจะได้ เมื่อภาวนาแล้ว ใจก็สงบ กายวาจาก็สงบ แล้วกายก็ดี วาจาใจก็ดี เราก็อยู่ดีมีสุขเท่านั้นเอง"
"ดิฉันมีภาระมาก ไม่มีเวลาจะนั่งภาวนา งานราชการเดี๋ยวนี้รัดตัวมากเหลือเกิน มีเวลาที่ไหนมาภาวนาได้คะ"
หลวงปู่จึงต้องอธิบายให้ฟังว่า
"ถ้ามีเวลาสำหรับหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับภาวนา"
ที่มา: หนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"
บันทึกคติธรรมและพระธรรมเทศนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์
...ทานจะเป็นทานบารมีที่ถูกต้อง ก็อาศัยการภาวนา ศีลที่จะถูก ต้องอาศัยการภาวนา ภาวนานี้ท่านวาให้มันคุ้ม
ทานหรือศีลก็เหมือนกับเนื้อ ภาวนาเหมือนกับเกลือ เนื้อมันจะอยู่ได้ มันไม่เน่าก็เพราะเกลือ ทานที่ถูกต้อง ศีลนั้นที่ถูกต้อง ก็เพราะการภาวนา
ฉะนั้น การภาวนานี้จึงเป็นคุณค่าอันล้ำเลิศประเสริฐมากที่สุดท้ายของบารมีทั้งหลายนั่นเอง แต่คนเราทานก็ได้ รักษาศีลก็ได้ แต่ว่าไม่ค่อยจะสมบูรณ์แบบ เพราะว่าขาดการภาวนา ขาดการภาวนา ภาวนานั้นเรียกว่า เป็นตัวเริ่มจะเป็นวิปัสสนา เพื่อจะให้มันรู้แจงแทงตลอดก็เพราะการภาวนา...
ที่มา: บางส่วนจากพระธรรมเทศนา "กุศลอันเลิศ"
หลวงปู่ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี