Showing posts with label ภาวนา. Show all posts
Showing posts with label ภาวนา. Show all posts

Wednesday, April 15, 2015

จริง แต่ไม่จริง

ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฏผลออกมาในแบบต่างๆ ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง ปรากฏในอวัยวะร่างกายของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข หรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น นรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พุทธรูปปรากฏอยู่ในตัวเรา สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ

หลวงปู่บอกว่า

"ที่เขาเห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง"

ที่มา: หนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์

Thursday, February 12, 2015

พุทโธ เป็นอย่างไร

หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปโปรดญาติโยมที่กรุงเทพฯ เมื่อ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๑ ในช่วงสนทนาธรรม ญาติโยมสงสัยว่า พุทโธเป็นอย่างไร หลวงปู่ได้เมตตาตอบว่า

เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึด ความรู้ที่เราเรียนกับตำรับตำราหรือจากครูบาอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย ให้ตัดอารมณ์ออกให้หมด แล้วก็เวลาภาวนาไปให้มันรู้ รู้จากจิตของเรานั่นแหละ จิตของเราสงบ เราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มากๆ เข้า เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง ความรู้อะไรๆ ให้มันออกจากจิตของเรา

ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละ เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งที่สุด ให้มันรู้ออกจากจิตเองนั่นแหละมันดี คือ จิตมันสงบ

ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธ พุทโธ อยู่นั่นแหละ แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จักว่า พุทโธนั้นเป็นอย่างไรแล้วรู้เอง...เท่านั้นแหละไม่มีอะไรมากมาย

ที่มา: หนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์

Friday, January 23, 2015

อยากได้ของดี

เมื่อต้นเดือนกันยายน ๒๕๒๖ คณะแม่บ้านมหาดไทย โดยมีคุณหญิงจวบ จิรโรจน์ เป็นหัวหน้าคณะ ได้นำคณะแม่บ้านมหาดไทยไปบำเพ็ญสังคมสงเคราะห์ทางภาคอีสาน ได้ถือโอกาสแวะนมัสการหลวงปู่เมื่อเวลา ๑๘.๒๐ น.

หลังจากกราบนมัสการและถามถึงอาการสุขสบายของหลวงปู่และรับวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกจากหลวงปู่แล้ว เห็นว่าหลวงปู่ไม่ค่อยสบาย ก็รีบออกมา แต่ก็ยังมีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ถือโอกาสพิเศษกราบหลวงปู่ว่า
"ดิฉันขอของดีจากหลวงปู่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ"

หลวงปู่จึงเจริญพรว่า "ของดีก็ต้องภาวนาเอาจึงจะได้ เมื่อภาวนาแล้ว ใจก็สงบ กายวาจาก็สงบ แล้วกายก็ดี วาจาใจก็ดี เราก็อยู่ดีมีสุขเท่านั้นเอง"

"ดิฉันมีภาระมาก ไม่มีเวลาจะนั่งภาวนา งานราชการเดี๋ยวนี้รัดตัวมากเหลือเกิน มีเวลาที่ไหนมาภาวนาได้คะ"

หลวงปู่จึงต้องอธิบายให้ฟังว่า

"ถ้ามีเวลาสำหรับหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับภาวนา"

ที่มา: หนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"
บันทึกคติธรรมและพระธรรมเทศนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์

Tuesday, January 13, 2015

เนื้อกับเกลือ

...ทานจะเป็นทานบารมีที่ถูกต้อง ก็อาศัยการภาวนา  ศีลที่จะถูก ต้องอาศัยการภาวนา ภาวนานี้ท่านวาให้มันคุ้ม

ทานหรือศีลก็เหมือนกับเนื้อ   ภาวนาเหมือนกับเกลือ เนื้อมันจะอยู่ได้ มันไม่เน่าก็เพราะเกลือ ทานที่ถูกต้อง ศีลนั้นที่ถูกต้อง ก็เพราะการภาวนา

ฉะนั้น การภาวนานี้จึงเป็นคุณค่าอันล้ำเลิศประเสริฐมากที่สุดท้ายของบารมีทั้งหลายนั่นเอง แต่คนเราทานก็ได้ รักษาศีลก็ได้ แต่ว่าไม่ค่อยจะสมบูรณ์แบบ เพราะว่าขาดการภาวนา ขาดการภาวนา ภาวนานั้นเรียกว่า เป็นตัวเริ่มจะเป็นวิปัสสนา เพื่อจะให้มันรู้แจงแทงตลอดก็เพราะการภาวนา...

ที่มา: บางส่วนจากพระธรรมเทศนา "กุศลอันเลิศ"
หลวงปู่ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

อย่ากลัวติดสมถะ (ความสงบ)

...สมาธิขั้นสมถะนี่ต้องเอาให้ได้ ต้องพยายามบริกรรมภาวนาเอาให้ได้ ให้จิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน มีปีติ มีความสุข กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ นิวรณ์ ๕ หายไป ความฟุ้งซ่านรำคาญหายไป มีแต่ปีติและความสุขบังเกิดขึ้นในจิต

จิตมีปีติและความสุขเป็นภักษาหาร ผู้ภาวนาย่อมอยู่อย่างสงบเยือกเย็น หาความสุขอันใดจะเทียมเท่าความสงบจิตที่ประกอบด้วยปีติและความสุขไม่มีแล้วดังนั้น อย่ามองข้ามความสงบ อย่ามองข้ามสมาธิ ต้องให้เอาสมาธิให้ได้อย่าไปกลัวจิตจะติดสมาธิ ถ้าจิตไปติดความสงบ ติดสมาธิ ดี ดีกว่าไปติดอย่างอื่น ให้มันติดสมาธิ ติดความสงบเอาไว้ก่อน อย่าไปกลัว

บางทีบางท่านภาวนาพุทโธแล้วกลัวจิตจะติดสมถะ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังไม่เคยเป็นสมถะ จิตยังไม่สงบเป็นสมถะ ยังไม่สงบเป็นสมาธิ แต่ไปกลัวจิตจะติดเสียก่อนแล้ว ในเมื่อเกิดกลัวขึ้นมา จิตก็ไม่เป็นสมาธิ เมื่อไม่เป็นสมาธิ วิปัสสนาก็ไม่มี ต้องเอาจิตให้เป็นสมาธิก่อน อันนี้สำหรับผู้ปฏิบัติเบื้องต้น ต้องยึดอันนี้เป็นหลัก...

ที่มา: พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

ภาวนา "พุทโธ"

ตอนแรกๆ อย่าลืมว่า อุบายวิธีการต่างๆ ที่ท่านวางแนวเอาไว้นี่  เป็นการฝึกจิต ให้ติดกับอารมณ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เหนียวแน่นก่อน เช่นอย่างคำว่า พุทโธๆๆๆ  ก็ฝึกจิตให้ติดอยู่กับคำว่า พุทโธ เมื่อมันมาติดอยู่กับ พุทโธ มันก็ทิ้งสิ่งที่พะรุงพะรังทั้งหลาย   ก็มาอยู่ที่พุทโธ  แล้วบางทีในที่สุด เวลากระทบอารมณ์พับ แทนที่มันจะวิ่งไปยุ่งกับเรื่องนอก  มันวิ่งเข้าหาพุทโธ
 
เพราะฉะนั้น การบริกรรมภาวนานี่มันก็ได้ผล  คือมันตัดสิ่งกังวลรอบข้างออกหมด  มันมาอยู่กับ พุทโธ คำเดียว

ทีนี้ปัญหามีว่า ถ้าเราไม่ภาวนาพุทโธ ไม่นึกถึงพระพุทธเจ้า  มันจะเป็นภาวนาได้อย่างไร  ใครๆ ก็อาจจะสงสัย

พุทโธ คือ ผู้รู้ เมื่อเรามีสติกำหนดรู้จิตอยู่ จิตของเราก็เป็นจิตพุทธะคือพุทโธ  ถ้าจิตของเรามีสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง สมาธิมั่นคง มันก็เป็น พุทโธ

ผู้ตื่น ทีแรกเป็น พุทโธ ผู้รู้ คือ รู้สึกตัว  เมื่อมีพลังเข้มแข็งขึ้น จะเป็น พุทโธ ผู้ตื่น  ตื่นตัว เตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา  เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตแกล้วกล้าอาจหาญ ก็เป็นผู้เบิกบานเต็มที่

ที่มา: พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

Monday, January 12, 2015

คำบริกรรม - ลมหายใจ

ถาม : การบริกรรมพุทโธกับการดูลมหายใจแบบไหนสามารถไปได้ดีกว่ากันครับ ผมไม่แน่ใจว่าควรปฏิบัติแบบไหนดีกว่า ผมสับสนครับ จิตสงบแค่ตอนแรกๆ
ทั้งสองวิธี

พระอาจารย์ : ก็ได้วิธีไหนก็ได้วิธีใดทำให้จิตสงบก็ได้ทั้งนั้น เพราะว่าการทำจิตให้มันสงบนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ถึง ๔๐ วิธีด้วยกันที่เรียกว่า กรรมฐาน ๔๐ วิธีสองวิธีนี้อยู่ในกลุ่มของอนุสติ เช่น ดูลมหายใจก็เรียกว่าอานาปานสติ

ถ้าบริกรรม "พุทโธ" ก็เรียกว่าพุทธานุสติ

ถ้าระลึกถึงพระธรรมคำสอน หรือท่องบริกรรม "ธัมโม" ก็เรียกว่า ธัมมานุสติ

สังฆานุสติ ก็ระลึกถึงพระสงฆ์หรือระลึกถึงคำว่า "สังโฆ"

ดังนั้นวิธีไหนก็ได้เป็นอุบายที่จะนำใจให้เข้าสู่ความสงบได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าจริตของคนนี้อาจจะมีความชอบ มีความถนัดในกรรมฐานที่ไม่เหมือนกัน

บางท่านก็ถนัดกับการดูลมหายใจ ก็ดูลมหายใจไป บางท่านถนัดกับการบริกรรมพุทโธ ก็บริกรรมพุทโธไป บางท่านก็ชอบผสมกันเช่น เอาทั้งพุทโธเอาทั้งลมหายใจ เวลาลมหายใจเข้าก็ว่าพุท หายใจออกก็ว่าโธ อันนี้ก็ได้ทั้งนั้นสุดแท้แต่จริต การกระทำแบบไหนไม่สำคัญ สำคัญว่าได้ผลหรือไม่ และจะได้ผลหรือไม่ได้ผลนี่บางครั้งก็ไม่ได้อยู่ที่การใช้แบบใดแบบหนึ่ง การที่ไม่ได้ผลส่วนใหญ่ ก็เพราะว่าไม่มีสตินั่นเอง ไม่ได้อยู่กับการบริกรรมอย่างจริงจัง อยู่กับพุทโธได้สองสามคำแล้วก็ลอยไปคิด เรื่องนั้นเรื่องนี้ อยู่กับลมได้สองสามเฮือกก็หายไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้าทำอย่างนี้แล้วต่อให้ใช้กรรมฐาน แบบไหนก็จะไม่เกิดผล

จะเกิดผลก็ต่อเมื่อจิตเราจดจ่ออยู่กับงานที่เรากำหนดให้จิตทำ ถ้าให้ดูลมก็ต้องดูลมอย่างเดียว ถ้าบริกรรมพุทโธก็ต้องบริกรรมพุทโธไปอย่างเดียว ไม่ให้คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะเข้าสู่ความสงบได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย

ที่มา: “ยาของพระพุทธศาสนา”
ธรรมะบนเขา วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี

Thursday, December 18, 2014

สุขได้ในยามป่วย

รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ฝึกสติให้เข้มแข็ง เมื่อสติเข้มแข็ง จิตของเราก็เข้มแข็งขึ้นด้วย เมื่อจิตกับสติเข้มแข็ง ร่างกายของเราก็เข้มแข็งขึ้นมาด้วย เมื่อจิตไม่หวั่นต่อความเป็นความตาย กายมันก็เข้มแข็ง นอนป่วยลุกไม่ขึ้น จิตมันก็เข้มแข็ง กำหนดภาวนาอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อได้ดี เพราะความเจ็บป่วยกับคนครหานินทา คนด่า ถ้ามีคนด่าว่าครหานินทาแล้ว เอาแล้ว! ทิฏฐิมานะมันขึ้น แต่มันไม่ไปต่อต้านหรือไปต่อสู้นะ เออ! เขาว่าเราไม่ดี เราจะต้องเอาดีให้ได้ เพราะฉะนั้น โบราณจึงพูดเป็นคำพังเพยไว้ว่า "อุปสรรคคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง"

ความเจ็บป่วยคืออุปสรรคที่สำคัญที่สุดของชีวิต ในเมื่อเราต่อสู้กับความเจ็บป่วยอันเป็นอุปสรรค เรามีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้ จดจ่ออยู่ตลอดเวลา สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นสุข เราไม่ต้องไปนึกคิดพิจารณาให้มันลำบากใจ เพราะความจริงมันปรากฏแก่เราอยู่แล้วทุกลมหายใจ ทุกขณะจิต เรากำหนดจิตดูมันเท่านั้น สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ ความโศกเศร้า ความโทมนัสน้อยใจ หรือความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรที่มีอยู่ในใจเรา เราก็รู้ เมื่อเรามีสติอ่านลงไปดู พระไตรปิฎกมันอยู่ในใจนี่

ที่มา: หนังสือ "สะอาด"
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

อย่ากลัวติดดี

การติดดี ไม่ต้องปล่อยวาง ในเมื่อมันติดแล้ว ก็จะขยันหมั่นเพียรมากขึ้น การขยันหมั่นเพียร ผลงานมันก็เกิดขึ้นๆ ๆ ในที่สุด ผลครั้งสุดท้าย ก็คือไม่ติดอะไร มันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

ถ้าเป็นสิ่งดี จิตจะติดแค่ไหนปล่อยให้มันติดไป ถ้าติดไหว้พระสวดมนต์ วันหนึ่งไม่ได้ไหว้พระสวดมนต์ มันนอนไม่หลับนั่นแหละยิ่งดี วันหนึ่งไม่ได้นั่งสมาธินอนไม่หลับยิ่งดี

เราภาวนาพุทโธๆ ๆ ๆ ๆ เพื่อให้จิตมาติดอยู่กับพุทโธ เมื่อมาติดอยู่กับพุทโธสิ่งเดียว มันก็ละวางสิ่งอื่น มาอยู่ที่พุทโธอย่างเดียว

มันก็เหมือนๆ กันกับเราถือสัมภาระทั้งหลาย เราถือของหลายอย่างพะรุงพะรัง หิ้วหน้าหิ้วหลัง มันก็ลำบาก

แต่ถ้าเราหิ้วของสิ่งเดียว มันเบา

ที่มา: หนังสือ "สะอาด"
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

Friday, December 12, 2014

สิ่งที่ควรเข้าใจ ในการทำบุญ


“บุญ ทำอย่างไร ต้องเข้าใจให้ดีก่อน”

พอพูดถึงเรื่องทำบุญ มีหลายประโยคคุ้นหู ที่เราน่าจะเคยได้ยินกันมาบ้าง  เช่น

“อยากทำบุญ ... แต่ไม่ค่อยมีเวลา”

“อยากทำบุญ ... แต่เงินไม่ค่อยมี”

 “อยากทำบุญ ... แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้าวัดเลย”

 

คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ เข้าใจเรื่องการทำบุญในความหมายที่แคบเกินไป

โดยมากยังคิดว่า “ทำบุญ” หมายถึง การทำทาน (บริจาค) ทรัพย์สิน, สิ่งของ เท่านั้น

 

          ความเป็นจริงก็คือ บุญนั้นเราสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ

และการทำบุญก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีเงินแล้วถึงจะทำได้ บุญบางอย่างเราสามารถทำได้โดย

ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว ซึ่งมีคำอธิบายที่ชัดเจนอยู่แล้วในพระไตรปิฎก ลองมาดูกัน

 

... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย  คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่ารัก  น่าพอใจ ...

... กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษาบุญนั่นแล  อันสูงสุดต่อไปซึ่งมีสุขเป็นกำไร  คือ พึงเจริญทาน  ๑  ความประพฤติสงบ  ๑ เมตตาจิต  ๑

บัณฑิตครั้นเจริญธรรม  ๓  ประการอันเป็นเหตุเกิดแห่งความสุขเหล่านี้แล้ว  ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียน  เป็นสุข. ...

ที่มา: “ปุญญสูตร” ขุททกนิกาย อิติวุตตก

- - -
... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้
๓ ประการเป็นไฉน ?  คือ

ทานมัย บุญกิริยาวัตถุ ๑

สีลมัย บุญกิริยาวัตถุ ๑

ภาวนามัย บุญกิริยาวัตถุ ๑ ...

ที่มา: “ปุญญกิริยาวัตถุสูตร” ขุททกนิกาย อิติวุตตก

- - -
" ถ้าบุรุษพึงทำบุญไซร้,    พึงทำบุญนั้นบ่อย ๆ   พึงทำความพอใจในบุญนั้น,
เพราะว่า  ความสั่งสมบุญทำให้เกิดสุข. "

ที่มา: ขุททกนิกาย ธรรมบท

 

“ทาน”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ทาน  ๒ อย่างนี้
๒ อย่างเป็นไฉน คือ

อามิสทาน ๑ ธรรมทาน ๑
ทาน ๒ อย่างนี้แล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาทาน  ๒ อย่างนี้  ธรรมทานเป็นเลิศ.

ที่มา: อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต

 
- - -
“ศีล”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเป็นผู้เหมือนถูกฝังไว้ในนรก 

ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ  บุคคลเป็นผู้มักฆ่าสัตว์  ๑  เป็นผู้มักลักทรัพย์  ๑  เป็นผู้มักประพฤติผิดในกาม ๑ เป็นผู้มักพูดเท็จ  ๑  เป็นผู้มักดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้เหมือนถูกฝังไว้ในนรก.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ  ย่อมเป็นผู้เหมือนถูกเชิญไปอยู่ในสวรรค์ 

ธรรม  ๕ ประการเป็นไฉน  คือ  บุคคลเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต  ๑  เป็นผู้งดเว้นจากอทินนาทาน ๑ เป็นผู้งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ๑ เป็นผู้งดเว้นจากมุสาวาท  ๑ เป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท  ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล
ย่อมเป็นผู้เหมือนถูกเชิญไปอยู่ในสวรรค์.

ที่มา: “นิรยสูตร” อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต

 

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องการภาวนา ...

คนส่วนมากคิดว่าการภาวนาคือการอ้อนวอนขอสิ่งที่ตนปรารถนา

เช่นได้ยินข่าวอุบัติเหตุก็ว่า “เจ้าประคู้ณ ... ภาวนาขอให้ปลอดภัย อย่าให้เป็นอะไรมากเลย”

 

เพราะความเคยชินของชาวไทย เมื่อทำบุญไหว้พระเสร็จ ก็ชอบขอนั่น ขอนี่ เช่น ขอให้ร่ำรวย ขอให้ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ขอความเป็นสิริมงคล ฯลฯ

จริงๆ แล้ว คำว่า “ภาวนา” แปลว่า การเจริญ , การทำให้เกิดมีขึ้น

แล้วธรรมอะไรล่ะ ที่เราควรเจริญ ? คำตอบคือ ...

 

“ภาวนา”

ธรรม ๒ อย่าง ควรเจริญเป็นไฉน. คือ สมถะ และวิปัสสนา

ธรรม ๒  อย่างเหล่านี้  ควรเจริญ.

ที่มา: ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค

- - -
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา

ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน  คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต
จิตที่อบรมแล้ว   ย่อมเสวยประโยชน์อะไร  ย่อมละราคะได้

วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร  ย่อมอบรมปัญญา  ปัญญาที่อบรมแล้ว  ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละอวิชชาได้

ที่มา: อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต

 

บุญกิริยาวัตถุทั้ง ๓ ประการนี้ จะยิ่งย้ำให้เรามั่นใจได้ว่า

“ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอนขอ แต่เป็นศาสนาแห่งการลงมือทำ”

ปรารถนาสิ่งใด ต้องทำเหตุให้ถูกตรง เพราะสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

“ทำดี = ได้ดี , ทำชั่ว = ได้ชั่ว”

          จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ รวมความได้ว่า บุญ คือ ความสุข,ความดี ที่เกิดจากความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ และการภาวนานั้นเป็นการทำบุญโดยไม่ต้องใช้เงินเลย แถมยังได้อานิสงส์มากอีกด้วย

 

รู้อย่างนี้แล้วอย่าได้รอช้า เร่งทำทาน รักษาศีล ภาวนา สร้างบุญกุศลกันเถอะ ...

 

ข้อความในพระไตรปิฎกทั้งหมด อ้างอิงจาก  พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย