Showing posts with label สวดมนต์. Show all posts
Showing posts with label สวดมนต์. Show all posts

Friday, December 12, 2014

สวดมนต์ให้เย็น

บทสวดมนต์ที่เราจะยึดเป็นหลัก วิธีปฏิบัติ ถ้าเรามีดอกไม้ ธูป เทียนบูชาพระพุทธรูป ก็ให้กล่าวคำว่า ...

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมิ อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง ปูเชมิ


อันนี้เป็นคำบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อโน้มน้าวจิตของเราให้มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อันดับต่อไปก็ ...

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบทีหนึ่ง)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบทีหนึ่ง)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบทีหนึ่ง) 

ทีนี้ก็มาสำรวมจิตให้แน่วแน่ต่อคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กล่าวนะโม ๓ จบ 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 


ต่อไปสำรวมจิต สวดบทอิติปิโสฯ 

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (กราบทีหนึ่ง) 


แล้วสวดบทสวากขาโตฯ และสุปฏิปันโนฯ ต่อไป 

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก
โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ (กราบทีหนึ่ง) 


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ (กราบทีหนึ่ง) 


ทีนี้อันดับต่อไปก็ตั้งใจเจริญพรหมวิหาร 

อะหัง สุขิโต โหมิ
นิททุกโข โหมิ
อะเวโร โหมิ
อัพยาปัชโฌ โหมิ
อะนีโฆ โหมิ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ


อันนี้บทเมตตาตน ต่อไปก็แผ่เมตตาสัตว์ 

สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ
สัพเพ สัตตา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ 


นี่บทแผ่เมตตา ทีนี้ก็สวดบทกรุณาต่อไป 

สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ
สัพเพ สัตตา ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ 


อันนี้ เป็นบทมุทิตา ทีนี้สวดบทอุเบกขาต่อไป 

สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา
กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฏิสสะระณา
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา
ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ. 


อันนี้เป็นยอดแห่งบทสวดมนต์ ให้ทุกคนพยายามท่องจำให้ได้ แล้วพยายามสวดทุกวันๆ ทั้งเวลาเช้าเวลาเย็น ถ้ามายึดบทสวดตามที่กล่าวนี้อย่างมั่นคงแล้วก็ตั้งใจสวดอย่างต่อเนื่องกัน ทุกวันๆ ไม่ต้องไปสวดคาถาบทอื่นก็ได้ ให้สวดเฉพาะเท่าที่กล่าวมานี้ ทำจิตให้มั่นคงต่อบทสวดนี้อย่างแน่วแน่ ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก คาถาชินบัญชร หรือคาถาอื่นๆ นี้ ไม่จำเป็นต้องสวดก็ได้ 


มีนายคนหนึ่งมาหาหลวงพ่อเมื่อ ๒-๓ วันมานี่ เขามาปรึกษาว่า "ทำไมผมยิ่งสวดมนต์ ขยันสวดมนต์ สวดคาถาชินบัญชรวันละ ๙ จบ ๑๐ จบ บทอื่นก็หลายจบ หนังสือยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกนี่ผมจำได้และสวดได้หมดทุกตัว ผมนั่งสวดมนต์อยู่เป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ยิ่งสวดมนต์ไปเท่าไรแทนที่ว่าจิตมันจะเย็นลง มันกลับทำให้ร้อน นอกจากมันจะทำให้ร้อนแล้ว ผมกับภรรยาของผมต่างคนต่างสวดเก่งเหมือนกัน แต่พอออกจากห้องพระมาแล้วหาเรื่องทะเลาะกันทุกที ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้นหลวงพ่อ" 


หลวงพ่อก็บอกว่า "บทสวดมนต์ตามที่คุณสวด มันมีแนวโน้มไปในทางไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์นี่ ถ้าเกิดสวดมาก ๆ เข้า มันเกิดมีอาถรรพณ์ มันเป็นพลังมนต์ครอบคลุมจิต มนต์ไสยศาสตร์ทำให้เกิดพลังร้อน เมื่อเกิดพลังร้อนแล้วมันก็อยากจะลองของ ในเมื่อหาใครที่จะมาเป็นคู่ปะทะหรือทะเลาะไม่ได้ก็ทะเลาะกันเอง คนบางคนสวดมนต์ทางไสยศาสตร์ ยิ่งสวดมากเท่าไรจิตใจก็ยิ่งโหดเหี้ยม นั่งสมาธิภาวนาสวดมนต์เวลาค่ำคืน ๕ ทุ่ม ๖ ทุ่ม พอออกจากที่สวดมนต์ ที่นั่งสมาธิมาแล้วมาทุบตีเมียของตัวเอง อันนี้มันเป็นเพราะพลังมนต์ไสยศาสตร์บันดาลให้เป็นไปเช่นนั้น 


มนต์อันใดที่มีแนวโน้มไปในทางไสยศาสตร์ มนต์อันนั้นทำให้จิตร้อน เพราะมันมีพลังร้อน แต่พลังของพระพุทธคุณธรรมคุณ สังฆคุณ พลังพรหมวิหาร มันทำให้เกิดพลังเย็น เป็นไปเพื่อผูกมิตรไมตรีกับสิ่งทั้งปวง ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย ไม่พาลหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน" 


เพราะฉะนั้น ให้นักเรียนทุกคนจำเอาไว้ ...

"บทสวดมนต์ที่วิเศษที่สุดก็คือ
พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วก็แผ่เมตตา"

ทีนี้เมื่อแผ่เมตตาเสร็จแล้ว จะนั่งสมาธิภาวนาก็นั่งต่อไป เมื่อเลิกจากนั่งสมาธิแล้ว ก่อนจะลุกจากที่นั่งสมาธิ ให้น้อมจิตน้อมใจอธิษฐานถึงบุญบารมีที่เราได้ปฏิบัติมา แล้วก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ตลอดทั้งสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ตลอดทั้งเจ้ากรรมนายเวร ขอให้มารับส่วนบุญที่เกิดจากการปฏิบัติของข้าพเจ้านี้


ที่มา: พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

กิจวัตรของชาวพุทธ

บทสวดมนต์ก็  อิติปิโสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ แผ่เมตตา เท่านั้นเอง 

           ถ้าเรานึกถึงใครที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว เราจะอุทิศส่วนกุศลให้  หลังจากที่เราสวดมนต์ไหว้พระเสร็จ แผ่เมตตาเสร็จ ก็อธิษฐานเอาอันนั้นแหละเป็นบุญที่เราทำแล้ว วันนี้เราได้สวดมนต์ ได้ไหว้พระ ได้เจริญเมตตา ได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ เป็นบุญเป็นกุศล

           " ข้าขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่บิดามารดา ปู่ยาตายาย และสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น " 

          อันนี้เป็นกิจวัตรของชาวพุทธ

ที่มา: หนังสือ "ฐานิยปูชา ๒๕๕๕"
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

ชาวบ้านมีสิทธิ์เป็นสงฆ์สาวกได้ไหม?


หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ตอบไว้ดังนี้ ...

ได้ ขอให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ยึดมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ปฏิบัติศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ แล้วก็ฝึกจิตให้มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา มันก็เป็นไปได้

ความเป็นพระอรหันต์  เป็นพระโสดา สกิทา อนาคา ท่านไม่ได้ผูกขาดไว้สำหรับนักบวช
ความเป็นพระก็ไม่เป็นได้เฉพาะพวกห่มผ้าเหลือง 
พวกชาวบ้านปฏิบัติ ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนา ทำกิจของพระ ก็เป็นพระได้

ที่โคราชก็มีอยู่คนหนึ่ง เขาก็มีแต่สวดมนต์ เขาบอกว่าเขาไม่ค่อยนั่งสมาธิหรอก แต่เขาฝึกสติ

เขาเอาสติรู้จิตของเขาอยู่ตลอดเวลา ไปๆ มาๆ วันหนึ่งเขานั่งเล่น จิตของเขาก็ว่างลง มันรู้ขึ้นมาว่า

"ยัง กิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ" เขาก็สงสัย เอ๊ะ! เราก็ไม่เคยท่องสวดมนต์บทนี้ สวดได้แค่ อิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน แล้วก็เมตตาพรหมวิหารเท่านั้น แล้วคำนี้มันมาจากไหน เขาก็มาถาม

อันนี้มันเป็นภูมิความรู้ของท่านอัญญาโกณฑัญญะ ท่านอัญญาโกณฑัญญะฟังเทศน์ "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ฟัง พอฟังจบลงไป จิตของท่านอัญญาโกณฑัญญะก็สงบวูบลงไป นิ่ง สว่าง แล้วก็เป็น จักขุง อุทปาทิ  เอาจิตไปหยั่งรู้ว่าเป็นญาณ

 

พอจิตมันไหวรู้ตัวขึ้นมาว่า "ยัง กิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ"   จิตยอมรับสภาพความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ก็ดับไปเป็นธรรมดา ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม

 

พอได้ดวงตาเห็นธรรม หายสงสัย จิตสว่างไสว สว่างโพลงขึ้นมา อาโลโก อุทปาทิ  จักรวาลนี่มันสว่างไสวไปหมด เพราะจิตมันรู้แจ้งเห็นจริง

 

ตอนนั้นท่านอัญญาโกณฑัญญะยังไม่ได้บวชนะ ยังเป็นฤๅษีอยู่

 

คนที่ยังไม่ได้บวชเลย เป็นชาวบ้าน ฟังเทศน์จบเป็นอรหันต์ก็หลายองค์

เพราะฉะนั้น ชาวบ้านญาติโยมทั้งหลายตั้งใจปฏิบัติไปเถอะ
ใจเย็นๆ ไม่ต้องไปนับมันหรอก  ขั้นตอนสมาธิ ขั้นโน้น ขั้นนี้ 
ให้ได้สติ รู้ตัวอยู่อย่างเดียวเท่านั้นพอแล้ว

 

ที่มา : หนังสือ "ฐานิยปูชา ๒๕๕๖" พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา