Showing posts with label หลวงพ่อพุธ. Show all posts
Showing posts with label หลวงพ่อพุธ. Show all posts

Tuesday, January 13, 2015

หลักปฏิบัติชั้นยอดที่สุด

ถ้าจะเอาดีกับพระพุทธเจ้าจริงๆ ก็ยึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก  พยายามปฏิบัติศีล ๕ ให้มันถูกต้อง อยู่กันที่ตรงนี้  ไม่ต้องไปไขว่คว้าอะไรให้มันมากนัก

           ๑. รักษาศีล ๕
           ๒. ทำกิจวัตร อุปัฏฐากเลี้ยงดูบิดามารดาให้ดี
           ๓. ฝึกสติสัมปชัญญะ ให้รู้อยู่ที่จิตตลอดเวลา  ถ้าเรามีสติรู้อยู่ที่จิต นั่นแหละ คือ พุทธะ ผู้รู้  พุทธะ ผู้ตื่น  พุทธะ ผู้เบิกบาน
 
ถ้าจับจุดนี้ได้แล้วสบายมาก ไปที่ไหนเราก็ไปกับพระพุทธเจ้า นั่ง นอน กิน อยู่กับพระพุทธเจ้าตลอดเวลา  คนทั้งหลายศึกษาธรรมะ ไม่รู้จักจุดมัน ไม่รู้จักจุดที่จะเอาดี

เราต้องเอาดีกันตรงนี้ ตรงที่มีสติรู้จิตตลอดเวลา  ผู้ที่มีสติรู้จิตตลอดเวลา เป็นจิตพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  เป็นคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ

เมื่อทรงไว้ซึ่งความรู้สึกเช่นนั้นตลอดเวลา ชื่อว่ามีพระธรรมอยู่ในใจ

เมื่อมีพระธรรมอยู่ในใจ พระธรรมก็คอยเตือนให้เรารู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี  เราจะตั้งใจละความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอ

อันนี้คือหลักปฏิบัติชั้นยอดที่สุด

ที่มา: พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

อย่ากลัวติดสมถะ (ความสงบ)

...สมาธิขั้นสมถะนี่ต้องเอาให้ได้ ต้องพยายามบริกรรมภาวนาเอาให้ได้ ให้จิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน มีปีติ มีความสุข กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ นิวรณ์ ๕ หายไป ความฟุ้งซ่านรำคาญหายไป มีแต่ปีติและความสุขบังเกิดขึ้นในจิต

จิตมีปีติและความสุขเป็นภักษาหาร ผู้ภาวนาย่อมอยู่อย่างสงบเยือกเย็น หาความสุขอันใดจะเทียมเท่าความสงบจิตที่ประกอบด้วยปีติและความสุขไม่มีแล้วดังนั้น อย่ามองข้ามความสงบ อย่ามองข้ามสมาธิ ต้องให้เอาสมาธิให้ได้อย่าไปกลัวจิตจะติดสมาธิ ถ้าจิตไปติดความสงบ ติดสมาธิ ดี ดีกว่าไปติดอย่างอื่น ให้มันติดสมาธิ ติดความสงบเอาไว้ก่อน อย่าไปกลัว

บางทีบางท่านภาวนาพุทโธแล้วกลัวจิตจะติดสมถะ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังไม่เคยเป็นสมถะ จิตยังไม่สงบเป็นสมถะ ยังไม่สงบเป็นสมาธิ แต่ไปกลัวจิตจะติดเสียก่อนแล้ว ในเมื่อเกิดกลัวขึ้นมา จิตก็ไม่เป็นสมาธิ เมื่อไม่เป็นสมาธิ วิปัสสนาก็ไม่มี ต้องเอาจิตให้เป็นสมาธิก่อน อันนี้สำหรับผู้ปฏิบัติเบื้องต้น ต้องยึดอันนี้เป็นหลัก...

ที่มา: พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

ภาวนา "พุทโธ"

ตอนแรกๆ อย่าลืมว่า อุบายวิธีการต่างๆ ที่ท่านวางแนวเอาไว้นี่  เป็นการฝึกจิต ให้ติดกับอารมณ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เหนียวแน่นก่อน เช่นอย่างคำว่า พุทโธๆๆๆ  ก็ฝึกจิตให้ติดอยู่กับคำว่า พุทโธ เมื่อมันมาติดอยู่กับ พุทโธ มันก็ทิ้งสิ่งที่พะรุงพะรังทั้งหลาย   ก็มาอยู่ที่พุทโธ  แล้วบางทีในที่สุด เวลากระทบอารมณ์พับ แทนที่มันจะวิ่งไปยุ่งกับเรื่องนอก  มันวิ่งเข้าหาพุทโธ
 
เพราะฉะนั้น การบริกรรมภาวนานี่มันก็ได้ผล  คือมันตัดสิ่งกังวลรอบข้างออกหมด  มันมาอยู่กับ พุทโธ คำเดียว

ทีนี้ปัญหามีว่า ถ้าเราไม่ภาวนาพุทโธ ไม่นึกถึงพระพุทธเจ้า  มันจะเป็นภาวนาได้อย่างไร  ใครๆ ก็อาจจะสงสัย

พุทโธ คือ ผู้รู้ เมื่อเรามีสติกำหนดรู้จิตอยู่ จิตของเราก็เป็นจิตพุทธะคือพุทโธ  ถ้าจิตของเรามีสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง สมาธิมั่นคง มันก็เป็น พุทโธ

ผู้ตื่น ทีแรกเป็น พุทโธ ผู้รู้ คือ รู้สึกตัว  เมื่อมีพลังเข้มแข็งขึ้น จะเป็น พุทโธ ผู้ตื่น  ตื่นตัว เตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา  เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตแกล้วกล้าอาจหาญ ก็เป็นผู้เบิกบานเต็มที่

ที่มา: พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

Thursday, December 18, 2014

ไปสู่สุคติได้เพราะศีล

...หัวใจของการบรรลุอริยมรรค อริยผล อยู่ที่ศีล ๕ ข้อ ถ้าศีล ๕ ไม่บริสุทธิ์สะอาด ภาวนาไปถึงไหน จะสามารถสำเร็จฤทธิ์บินบน ล่องหนหายตัวได้ก็ไม่มีความหมาย ไม่พ้นจากนรก แต่ถ้าศีลบริสุทธิ์อย่างเดียว ภาวนาไม่เป็น ไม่ลงอบาย...

ที่มา: บางส่วนจากพระธรรมเทศนา
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

เริ่มที่ศีล ๕ ศีลอื่นๆ ตามมาเอง

ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่คู่ควรแก่การที่จะบำเพ็ญคุณความดี เพื่อให้เกิดมรรค ผล นิพพาน หรือรู้จริงเห็นจริงในธรรมะตามความเป็นจริง เราจะต้องอาศัยศีล ๕ เป็นพื้นฐาน อย่าเพิ่งทะเยอทะยานว่าเราจะต้องรักษาศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗

เมื่อเรามีความมั่นใจในการรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ พร้อมๆ กับทำสมาธิเจริญปัญญาให้เกิดขึ้น ศีลอื่นๆ ซึ่งจำนวนมากกว่านั้น แม้เราไม่ได้ตั้งใจที่จะเพิ่ม โดยกฎธรรมชาติแห่งความดีที่เราบำเพ็ญให้ถึงพร้อม เราจะเพิ่มขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

ที่มา: หนังสือ "สะอาด"
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

สุขได้ในยามป่วย

รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ฝึกสติให้เข้มแข็ง เมื่อสติเข้มแข็ง จิตของเราก็เข้มแข็งขึ้นด้วย เมื่อจิตกับสติเข้มแข็ง ร่างกายของเราก็เข้มแข็งขึ้นมาด้วย เมื่อจิตไม่หวั่นต่อความเป็นความตาย กายมันก็เข้มแข็ง นอนป่วยลุกไม่ขึ้น จิตมันก็เข้มแข็ง กำหนดภาวนาอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อได้ดี เพราะความเจ็บป่วยกับคนครหานินทา คนด่า ถ้ามีคนด่าว่าครหานินทาแล้ว เอาแล้ว! ทิฏฐิมานะมันขึ้น แต่มันไม่ไปต่อต้านหรือไปต่อสู้นะ เออ! เขาว่าเราไม่ดี เราจะต้องเอาดีให้ได้ เพราะฉะนั้น โบราณจึงพูดเป็นคำพังเพยไว้ว่า "อุปสรรคคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง"

ความเจ็บป่วยคืออุปสรรคที่สำคัญที่สุดของชีวิต ในเมื่อเราต่อสู้กับความเจ็บป่วยอันเป็นอุปสรรค เรามีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้ จดจ่ออยู่ตลอดเวลา สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นสุข เราไม่ต้องไปนึกคิดพิจารณาให้มันลำบากใจ เพราะความจริงมันปรากฏแก่เราอยู่แล้วทุกลมหายใจ ทุกขณะจิต เรากำหนดจิตดูมันเท่านั้น สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ ความโศกเศร้า ความโทมนัสน้อยใจ หรือความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรที่มีอยู่ในใจเรา เราก็รู้ เมื่อเรามีสติอ่านลงไปดู พระไตรปิฎกมันอยู่ในใจนี่

ที่มา: หนังสือ "สะอาด"
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

อย่ากลัวติดดี

การติดดี ไม่ต้องปล่อยวาง ในเมื่อมันติดแล้ว ก็จะขยันหมั่นเพียรมากขึ้น การขยันหมั่นเพียร ผลงานมันก็เกิดขึ้นๆ ๆ ในที่สุด ผลครั้งสุดท้าย ก็คือไม่ติดอะไร มันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

ถ้าเป็นสิ่งดี จิตจะติดแค่ไหนปล่อยให้มันติดไป ถ้าติดไหว้พระสวดมนต์ วันหนึ่งไม่ได้ไหว้พระสวดมนต์ มันนอนไม่หลับนั่นแหละยิ่งดี วันหนึ่งไม่ได้นั่งสมาธินอนไม่หลับยิ่งดี

เราภาวนาพุทโธๆ ๆ ๆ ๆ เพื่อให้จิตมาติดอยู่กับพุทโธ เมื่อมาติดอยู่กับพุทโธสิ่งเดียว มันก็ละวางสิ่งอื่น มาอยู่ที่พุทโธอย่างเดียว

มันก็เหมือนๆ กันกับเราถือสัมภาระทั้งหลาย เราถือของหลายอย่างพะรุงพะรัง หิ้วหน้าหิ้วหลัง มันก็ลำบาก

แต่ถ้าเราหิ้วของสิ่งเดียว มันเบา

ที่มา: หนังสือ "สะอาด"
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

อุบายสร้างครอบครัวแสนสุข

ความสุขที่สดชื่นสำหรับครอบครัว คือสามีภรรยารักและเมตตาสงสารซึ่งกันและกัน นี่จุดใหญ่มันอยู่ที่ตรงนี้

พยายามปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน อย่าระแวงสงสัยซึ่งกันและกัน ทุกคนให้ตั้งอยู่ในศีล ๕
ศีล ๕ ระหว่างเราสองคนนี่แหละ ไม่ต้องไปเอาอื่นไกล

ถ้าปฏิบัติได้ รับรองว่ามีความสุขเยือกเย็น สบาย
ถ้าเกิดระแวงสงสัยซึ่งกันและกันขึ้นมาเมื่อไร เราจะทุกข์เมื่อนั้น อุบายวิธีก็มีแค่นี้

ขอให้ปฏิบัติจริงเถอะ รับรองว่าสุขจริงๆ  นอกจากจะสุขแล้ว ผลพลอยได้ ทรัพย์สินเงินทองมันจะค่อยทยอยมาๆ ตามบุญบารมีของเรา

ที่มา: หนังสือ "สะอาด"
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

Wednesday, December 17, 2014

ตามรอยพระพุทธองค์

การปฏิบัติธรรม สำคัญอยู่ที่ความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ อย่างต่ำคือศีล ๕

ผู้ที่ปฏิบัติอยู่ในระดับความเป็นคฤหัสถ์ ตั้งใจปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ของศีล ๕ ข้อ สะดวกสบายดีกว่านักบวช เพราะว่าภาระกังวลที่จะต้องสังวรน้อยกว่ากัน

เพียงแต่เรายึดหลักว่า
พระพุทธเจ้าทรงฆ่าไม่เป็น   เราไม่ฆ่า
พระพุทธเจ้าทรงลักขโมยไม่เป็น   เราไม่ลักขโมย
พระพุทธเจ้าทรงฉ้อโกงไม่เป็น   เราไม่ฉ้อโกง
พระพุทธเจ้าทรงไม่ละเมิดสิทธิประเวณีของใครต่อใคร   เราก็ไม่ละเมิดประเวณีของท่านผู้อื่น
พระพุทธเจ้าทรงไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้แตกสามัคคี ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล และไม่โกหก
เราก็ปฏิบัติตามอย่างพระองค์ท่าน
พระพุทธเจ้าไม่ทรงดื่มน้ำดองของเมา หรือวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความเมา หรือความมัวเมาอันเป็นทางแห่งความประมาท
เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ทรงทำเช่นนั้น เราก็ไม่ทำ

เรายึดหลักศีล ๕ เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อขจัดสิ่งที่เราจะพึงทำตามอำนาจของกิเลส

ที่มา: หนังสือ "สะอาด"
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

Tuesday, December 16, 2014

อย่าแสวงหาที่พึ่งภายนอก

คนเรามีของดีอยู่ในตัว แต่ไม่เชื่อมั่นในตนเอง จึงแสวงหาที่พึ่งภายนอกอยู่เรื่อยไป
ของดีในตัวเอง คือ กาย กับ จิต
ธรรมชาติของจิตจะเป็นผู้รู้

กายและจิต เราสามารถฝึกฝนอบรมให้มีสมรรถภาพเข้มแข็งได้
เช่น การทำงาน การเล่นกีฬา เป็นการฝึกกายให้มีพลัง ให้มีสุขภาพพลานามัยเข้มแข็ง
กีฬาทางจิต คือ การทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก

จงพยายามหาที่พึ่งให้ตนเอง
คนที่หาพึ่งแต่คนอื่น จะพบแต่ความหลอกลวง

การฝึกจิตให้เป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ คือ "การฝึกสติ"
การปฏิบัติธรรมตามแนวของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้อง อยู่ที่การสร้างจิตของตัวเองให้มีพลังเข้มแข็ง มีสติสัมปชัญญะรู้รอบอยู่ที่ตัวเอง สามารถยืนหยัดอยู่ในความเป็นอิสระได้ตลอดกาล ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยอะไร

ที่มา: หนังสือ "สะอาด"
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

Friday, December 12, 2014

สวดมนต์ให้เย็น

บทสวดมนต์ที่เราจะยึดเป็นหลัก วิธีปฏิบัติ ถ้าเรามีดอกไม้ ธูป เทียนบูชาพระพุทธรูป ก็ให้กล่าวคำว่า ...

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมิ อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง ปูเชมิ


อันนี้เป็นคำบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อโน้มน้าวจิตของเราให้มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อันดับต่อไปก็ ...

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบทีหนึ่ง)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบทีหนึ่ง)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบทีหนึ่ง) 

ทีนี้ก็มาสำรวมจิตให้แน่วแน่ต่อคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กล่าวนะโม ๓ จบ 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 


ต่อไปสำรวมจิต สวดบทอิติปิโสฯ 

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (กราบทีหนึ่ง) 


แล้วสวดบทสวากขาโตฯ และสุปฏิปันโนฯ ต่อไป 

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก
โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ (กราบทีหนึ่ง) 


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ (กราบทีหนึ่ง) 


ทีนี้อันดับต่อไปก็ตั้งใจเจริญพรหมวิหาร 

อะหัง สุขิโต โหมิ
นิททุกโข โหมิ
อะเวโร โหมิ
อัพยาปัชโฌ โหมิ
อะนีโฆ โหมิ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ


อันนี้บทเมตตาตน ต่อไปก็แผ่เมตตาสัตว์ 

สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ
สัพเพ สัตตา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ 


นี่บทแผ่เมตตา ทีนี้ก็สวดบทกรุณาต่อไป 

สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ
สัพเพ สัตตา ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ 


อันนี้ เป็นบทมุทิตา ทีนี้สวดบทอุเบกขาต่อไป 

สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา
กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฏิสสะระณา
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา
ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ. 


อันนี้เป็นยอดแห่งบทสวดมนต์ ให้ทุกคนพยายามท่องจำให้ได้ แล้วพยายามสวดทุกวันๆ ทั้งเวลาเช้าเวลาเย็น ถ้ามายึดบทสวดตามที่กล่าวนี้อย่างมั่นคงแล้วก็ตั้งใจสวดอย่างต่อเนื่องกัน ทุกวันๆ ไม่ต้องไปสวดคาถาบทอื่นก็ได้ ให้สวดเฉพาะเท่าที่กล่าวมานี้ ทำจิตให้มั่นคงต่อบทสวดนี้อย่างแน่วแน่ ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก คาถาชินบัญชร หรือคาถาอื่นๆ นี้ ไม่จำเป็นต้องสวดก็ได้ 


มีนายคนหนึ่งมาหาหลวงพ่อเมื่อ ๒-๓ วันมานี่ เขามาปรึกษาว่า "ทำไมผมยิ่งสวดมนต์ ขยันสวดมนต์ สวดคาถาชินบัญชรวันละ ๙ จบ ๑๐ จบ บทอื่นก็หลายจบ หนังสือยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกนี่ผมจำได้และสวดได้หมดทุกตัว ผมนั่งสวดมนต์อยู่เป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ยิ่งสวดมนต์ไปเท่าไรแทนที่ว่าจิตมันจะเย็นลง มันกลับทำให้ร้อน นอกจากมันจะทำให้ร้อนแล้ว ผมกับภรรยาของผมต่างคนต่างสวดเก่งเหมือนกัน แต่พอออกจากห้องพระมาแล้วหาเรื่องทะเลาะกันทุกที ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้นหลวงพ่อ" 


หลวงพ่อก็บอกว่า "บทสวดมนต์ตามที่คุณสวด มันมีแนวโน้มไปในทางไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์นี่ ถ้าเกิดสวดมาก ๆ เข้า มันเกิดมีอาถรรพณ์ มันเป็นพลังมนต์ครอบคลุมจิต มนต์ไสยศาสตร์ทำให้เกิดพลังร้อน เมื่อเกิดพลังร้อนแล้วมันก็อยากจะลองของ ในเมื่อหาใครที่จะมาเป็นคู่ปะทะหรือทะเลาะไม่ได้ก็ทะเลาะกันเอง คนบางคนสวดมนต์ทางไสยศาสตร์ ยิ่งสวดมากเท่าไรจิตใจก็ยิ่งโหดเหี้ยม นั่งสมาธิภาวนาสวดมนต์เวลาค่ำคืน ๕ ทุ่ม ๖ ทุ่ม พอออกจากที่สวดมนต์ ที่นั่งสมาธิมาแล้วมาทุบตีเมียของตัวเอง อันนี้มันเป็นเพราะพลังมนต์ไสยศาสตร์บันดาลให้เป็นไปเช่นนั้น 


มนต์อันใดที่มีแนวโน้มไปในทางไสยศาสตร์ มนต์อันนั้นทำให้จิตร้อน เพราะมันมีพลังร้อน แต่พลังของพระพุทธคุณธรรมคุณ สังฆคุณ พลังพรหมวิหาร มันทำให้เกิดพลังเย็น เป็นไปเพื่อผูกมิตรไมตรีกับสิ่งทั้งปวง ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย ไม่พาลหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน" 


เพราะฉะนั้น ให้นักเรียนทุกคนจำเอาไว้ ...

"บทสวดมนต์ที่วิเศษที่สุดก็คือ
พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วก็แผ่เมตตา"

ทีนี้เมื่อแผ่เมตตาเสร็จแล้ว จะนั่งสมาธิภาวนาก็นั่งต่อไป เมื่อเลิกจากนั่งสมาธิแล้ว ก่อนจะลุกจากที่นั่งสมาธิ ให้น้อมจิตน้อมใจอธิษฐานถึงบุญบารมีที่เราได้ปฏิบัติมา แล้วก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ตลอดทั้งสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ตลอดทั้งเจ้ากรรมนายเวร ขอให้มารับส่วนบุญที่เกิดจากการปฏิบัติของข้าพเจ้านี้


ที่มา: พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

กิจวัตรของชาวพุทธ

บทสวดมนต์ก็  อิติปิโสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ แผ่เมตตา เท่านั้นเอง 

           ถ้าเรานึกถึงใครที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว เราจะอุทิศส่วนกุศลให้  หลังจากที่เราสวดมนต์ไหว้พระเสร็จ แผ่เมตตาเสร็จ ก็อธิษฐานเอาอันนั้นแหละเป็นบุญที่เราทำแล้ว วันนี้เราได้สวดมนต์ ได้ไหว้พระ ได้เจริญเมตตา ได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ เป็นบุญเป็นกุศล

           " ข้าขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่บิดามารดา ปู่ยาตายาย และสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น " 

          อันนี้เป็นกิจวัตรของชาวพุทธ

ที่มา: หนังสือ "ฐานิยปูชา ๒๕๕๕"
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

ชาวบ้านมีสิทธิ์เป็นสงฆ์สาวกได้ไหม?


หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ตอบไว้ดังนี้ ...

ได้ ขอให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ยึดมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ปฏิบัติศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ แล้วก็ฝึกจิตให้มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา มันก็เป็นไปได้

ความเป็นพระอรหันต์  เป็นพระโสดา สกิทา อนาคา ท่านไม่ได้ผูกขาดไว้สำหรับนักบวช
ความเป็นพระก็ไม่เป็นได้เฉพาะพวกห่มผ้าเหลือง 
พวกชาวบ้านปฏิบัติ ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนา ทำกิจของพระ ก็เป็นพระได้

ที่โคราชก็มีอยู่คนหนึ่ง เขาก็มีแต่สวดมนต์ เขาบอกว่าเขาไม่ค่อยนั่งสมาธิหรอก แต่เขาฝึกสติ

เขาเอาสติรู้จิตของเขาอยู่ตลอดเวลา ไปๆ มาๆ วันหนึ่งเขานั่งเล่น จิตของเขาก็ว่างลง มันรู้ขึ้นมาว่า

"ยัง กิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ" เขาก็สงสัย เอ๊ะ! เราก็ไม่เคยท่องสวดมนต์บทนี้ สวดได้แค่ อิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน แล้วก็เมตตาพรหมวิหารเท่านั้น แล้วคำนี้มันมาจากไหน เขาก็มาถาม

อันนี้มันเป็นภูมิความรู้ของท่านอัญญาโกณฑัญญะ ท่านอัญญาโกณฑัญญะฟังเทศน์ "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ฟัง พอฟังจบลงไป จิตของท่านอัญญาโกณฑัญญะก็สงบวูบลงไป นิ่ง สว่าง แล้วก็เป็น จักขุง อุทปาทิ  เอาจิตไปหยั่งรู้ว่าเป็นญาณ

 

พอจิตมันไหวรู้ตัวขึ้นมาว่า "ยัง กิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ"   จิตยอมรับสภาพความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ก็ดับไปเป็นธรรมดา ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม

 

พอได้ดวงตาเห็นธรรม หายสงสัย จิตสว่างไสว สว่างโพลงขึ้นมา อาโลโก อุทปาทิ  จักรวาลนี่มันสว่างไสวไปหมด เพราะจิตมันรู้แจ้งเห็นจริง

 

ตอนนั้นท่านอัญญาโกณฑัญญะยังไม่ได้บวชนะ ยังเป็นฤๅษีอยู่

 

คนที่ยังไม่ได้บวชเลย เป็นชาวบ้าน ฟังเทศน์จบเป็นอรหันต์ก็หลายองค์

เพราะฉะนั้น ชาวบ้านญาติโยมทั้งหลายตั้งใจปฏิบัติไปเถอะ
ใจเย็นๆ ไม่ต้องไปนับมันหรอก  ขั้นตอนสมาธิ ขั้นโน้น ขั้นนี้ 
ให้ได้สติ รู้ตัวอยู่อย่างเดียวเท่านั้นพอแล้ว

 

ที่มา : หนังสือ "ฐานิยปูชา ๒๕๕๖" พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา