Tuesday, January 13, 2015

อย่ากลัวติดสมถะ (ความสงบ)

...สมาธิขั้นสมถะนี่ต้องเอาให้ได้ ต้องพยายามบริกรรมภาวนาเอาให้ได้ ให้จิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน มีปีติ มีความสุข กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ นิวรณ์ ๕ หายไป ความฟุ้งซ่านรำคาญหายไป มีแต่ปีติและความสุขบังเกิดขึ้นในจิต

จิตมีปีติและความสุขเป็นภักษาหาร ผู้ภาวนาย่อมอยู่อย่างสงบเยือกเย็น หาความสุขอันใดจะเทียมเท่าความสงบจิตที่ประกอบด้วยปีติและความสุขไม่มีแล้วดังนั้น อย่ามองข้ามความสงบ อย่ามองข้ามสมาธิ ต้องให้เอาสมาธิให้ได้อย่าไปกลัวจิตจะติดสมาธิ ถ้าจิตไปติดความสงบ ติดสมาธิ ดี ดีกว่าไปติดอย่างอื่น ให้มันติดสมาธิ ติดความสงบเอาไว้ก่อน อย่าไปกลัว

บางทีบางท่านภาวนาพุทโธแล้วกลัวจิตจะติดสมถะ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังไม่เคยเป็นสมถะ จิตยังไม่สงบเป็นสมถะ ยังไม่สงบเป็นสมาธิ แต่ไปกลัวจิตจะติดเสียก่อนแล้ว ในเมื่อเกิดกลัวขึ้นมา จิตก็ไม่เป็นสมาธิ เมื่อไม่เป็นสมาธิ วิปัสสนาก็ไม่มี ต้องเอาจิตให้เป็นสมาธิก่อน อันนี้สำหรับผู้ปฏิบัติเบื้องต้น ต้องยึดอันนี้เป็นหลัก...

ที่มา: พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

ภาวนา "พุทโธ"

ตอนแรกๆ อย่าลืมว่า อุบายวิธีการต่างๆ ที่ท่านวางแนวเอาไว้นี่  เป็นการฝึกจิต ให้ติดกับอารมณ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เหนียวแน่นก่อน เช่นอย่างคำว่า พุทโธๆๆๆ  ก็ฝึกจิตให้ติดอยู่กับคำว่า พุทโธ เมื่อมันมาติดอยู่กับ พุทโธ มันก็ทิ้งสิ่งที่พะรุงพะรังทั้งหลาย   ก็มาอยู่ที่พุทโธ  แล้วบางทีในที่สุด เวลากระทบอารมณ์พับ แทนที่มันจะวิ่งไปยุ่งกับเรื่องนอก  มันวิ่งเข้าหาพุทโธ
 
เพราะฉะนั้น การบริกรรมภาวนานี่มันก็ได้ผล  คือมันตัดสิ่งกังวลรอบข้างออกหมด  มันมาอยู่กับ พุทโธ คำเดียว

ทีนี้ปัญหามีว่า ถ้าเราไม่ภาวนาพุทโธ ไม่นึกถึงพระพุทธเจ้า  มันจะเป็นภาวนาได้อย่างไร  ใครๆ ก็อาจจะสงสัย

พุทโธ คือ ผู้รู้ เมื่อเรามีสติกำหนดรู้จิตอยู่ จิตของเราก็เป็นจิตพุทธะคือพุทโธ  ถ้าจิตของเรามีสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง สมาธิมั่นคง มันก็เป็น พุทโธ

ผู้ตื่น ทีแรกเป็น พุทโธ ผู้รู้ คือ รู้สึกตัว  เมื่อมีพลังเข้มแข็งขึ้น จะเป็น พุทโธ ผู้ตื่น  ตื่นตัว เตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา  เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตแกล้วกล้าอาจหาญ ก็เป็นผู้เบิกบานเต็มที่

ที่มา: พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

Monday, January 12, 2015

คำบริกรรม - ลมหายใจ

ถาม : การบริกรรมพุทโธกับการดูลมหายใจแบบไหนสามารถไปได้ดีกว่ากันครับ ผมไม่แน่ใจว่าควรปฏิบัติแบบไหนดีกว่า ผมสับสนครับ จิตสงบแค่ตอนแรกๆ
ทั้งสองวิธี

พระอาจารย์ : ก็ได้วิธีไหนก็ได้วิธีใดทำให้จิตสงบก็ได้ทั้งนั้น เพราะว่าการทำจิตให้มันสงบนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ถึง ๔๐ วิธีด้วยกันที่เรียกว่า กรรมฐาน ๔๐ วิธีสองวิธีนี้อยู่ในกลุ่มของอนุสติ เช่น ดูลมหายใจก็เรียกว่าอานาปานสติ

ถ้าบริกรรม "พุทโธ" ก็เรียกว่าพุทธานุสติ

ถ้าระลึกถึงพระธรรมคำสอน หรือท่องบริกรรม "ธัมโม" ก็เรียกว่า ธัมมานุสติ

สังฆานุสติ ก็ระลึกถึงพระสงฆ์หรือระลึกถึงคำว่า "สังโฆ"

ดังนั้นวิธีไหนก็ได้เป็นอุบายที่จะนำใจให้เข้าสู่ความสงบได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าจริตของคนนี้อาจจะมีความชอบ มีความถนัดในกรรมฐานที่ไม่เหมือนกัน

บางท่านก็ถนัดกับการดูลมหายใจ ก็ดูลมหายใจไป บางท่านถนัดกับการบริกรรมพุทโธ ก็บริกรรมพุทโธไป บางท่านก็ชอบผสมกันเช่น เอาทั้งพุทโธเอาทั้งลมหายใจ เวลาลมหายใจเข้าก็ว่าพุท หายใจออกก็ว่าโธ อันนี้ก็ได้ทั้งนั้นสุดแท้แต่จริต การกระทำแบบไหนไม่สำคัญ สำคัญว่าได้ผลหรือไม่ และจะได้ผลหรือไม่ได้ผลนี่บางครั้งก็ไม่ได้อยู่ที่การใช้แบบใดแบบหนึ่ง การที่ไม่ได้ผลส่วนใหญ่ ก็เพราะว่าไม่มีสตินั่นเอง ไม่ได้อยู่กับการบริกรรมอย่างจริงจัง อยู่กับพุทโธได้สองสามคำแล้วก็ลอยไปคิด เรื่องนั้นเรื่องนี้ อยู่กับลมได้สองสามเฮือกก็หายไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้าทำอย่างนี้แล้วต่อให้ใช้กรรมฐาน แบบไหนก็จะไม่เกิดผล

จะเกิดผลก็ต่อเมื่อจิตเราจดจ่ออยู่กับงานที่เรากำหนดให้จิตทำ ถ้าให้ดูลมก็ต้องดูลมอย่างเดียว ถ้าบริกรรมพุทโธก็ต้องบริกรรมพุทโธไปอย่างเดียว ไม่ให้คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะเข้าสู่ความสงบได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย

ที่มา: “ยาของพระพุทธศาสนา”
ธรรมะบนเขา วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี

Monday, January 5, 2015

ทุกข์เพราะอะไร

สุภาพสตรีวัยเลยกลางคนผู้หนึ่ง เข้านมัสการหลวงปู่ พรรณนาถึงฐานะของตนว่าอยู่ในฐานะที่ดี ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใดเลย มาเสียใจกับลูกชายที่สอนไม่ได้ ไม่อยู่ในระเบียบแบบแผนที่ดี ตกอยู่ภายใต้อำนาจอบายมุขทุกอย่าง ทำลายทรัพย์สมบัติและจิตใจของพ่อแม่จนเหลือที่จะทนได้ ขอความกรุณาหลวงปู่ให้ช่วยแนะอุบายบรรเทาทุกข์ และแก้ไขให้ลูกชายพ้นจากอบายมุขนั้นด้วย

หลวงปู่ก็แนะนำสั่งสอนไปตามเรื่องราวนั้นๆ ตลอดถึงแนะอุบายทำใจให้สงบ รู้จักปล่อยวางให้เป็น

เมื่อสุภาพสตรีนั้นกลับไปแล้ว หลวงปู่ปรารภธรรมะให้ฟังว่า

"คนสมัยนี้ เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด"

ที่มา: หนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"
บันทึกคติธรรมและพระธรรมเทศนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์

ง่าย แต่ทำได้ยาก

คณะของคุณดวงพร ธารีฉัตร จากสถานีวิทยุทหารอากาศ ๐๑ บางซื่อ นำโดยคุณอาคม ทันนิเทศ เดินทางไปถวายผ้าป่าและกราบนมัสการครูบาอาจารย์ตามสำนักต่างๆ ทางภาคอีสาน ได้แวะกราบนมัสการหลวงปู่

หลังจากถวายผ้าป่า ถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่หลวงปู่ และรับวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกจากท่านแล้ว ต่างคนก็ต่างออกไปตลาดบ้าง พักผ่อนตามอัธยาศัยบ้าง

มีอยู่กลุ่มหนึ่งประมาณสี่ห้าคน เข้าไปกราบขอให้หลวงปู่แนะนำวิธีปฏิบัติง่ายๆ เพื่อแก้ไขความทุกข์ ความกลุ้มใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ ว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงได้ผลเร็วที่สุด

หลวงปู่บอกว่า  "อย่าส่งจิตออกนอก"

ที่มา: หนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"
บันทึกคติธรรมและพระธรรมเทศนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์

ปรารภธรรมะให้ฟัง

มิใช่ครั้งเดียวเท่านั้นที่หลวงปู่เปรียบเทียบธรรมะให้ฟัง มีอยู่อีกครั้งหนึ่งหลวงปู่ว่า

"ปัญญาภายนอกคือปัญญาสมมติ ไม่ทำให้จิตแจ้งในพระนิพพานได้ ต้องอาศัยปัญญาอริยมรรคจึงจะเข้าถึงพระนิพพานได้

ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ เช่น ไอน์สไตน์ มีความรู้มาก มีความสามารถมาก แยกปรมาณูที่เล็กที่สุด จนเข้าถึงมิติที่ ๔ แล้ว แต่ไอน์สไตน์ไม่รู้จักพระนิพพาน จึงเข้าพระนิพพานไม่ได้

จิตที่แจ้งในอริยมรรคเท่านั้น จึงเป็นไปเพื่อการตรัสรู้จริง ตรัสรู้ยิ่ง ตรัสรู้พร้อม เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เป็นไปเพื่อนิพพาน"

ที่มา: หนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้"
บันทึกคติธรรมและพระธรรมเทศนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์

Sunday, January 4, 2015

คนเลี้ยงไก่

มีคนเลี้ยงไก่ ๒ คน

คนที่ ๑ ทุกเช้าจะเอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ แล้วก็เก็บ "ขี้ไก่" ใส่ตะกร้ากลับบ้าน
แล้วทิ้งไข่ไก่ให้เน่าไว้ในโรงเรือน
เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วยกลิ่นขึ้ไก่ คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น

คนเลี้ยงไก่คนที่ ๒ เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ เก็บ "ไข่ไก่" ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน
เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือเขาก็
เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก

ในชีวิตของเรา พวกเรา เป็นคนเก็บ "ไข่ไก่" หรือ เก็บ"ขี้ไก่"

เราเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" โดยเฝ้าแต่เก็บเรื่องร้ายๆ  แย่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา และมี
ความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน

หรือเราเป็นคนที่เก็บ "ไข่ไก่" เราจดจำสิ่งที่ดีๆ ที่เกิดในชีวิตของเรา และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน

คนเราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่"
เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจ ฯลฯ มักจะติดอยู่ในใจ
ของเรานานเท่านาน

ที่มา: พระธรรมเทศนา หลวงปู่ชา สุภทฺโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี